วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

เมตตาของพระสุปฏิปัณโณกับสัตว์เดรัจฉาน


อดีตพระสังฆราชวัดบวรทรงอุ้มไก่
พระไพศาลกับลูกหมา
หลวงพ่อชาเอางูมาบิณฑบาตร กวาง
หลวงปู่ขาวกับช้างรับศีล5
สมเด็จโตขอทางหมาโยมจ๋า ขอฉันไปทีเถิดจ้ะ
เสือตามรักษาหลวงปู่ตื้อ
  หลวงปู่กงมากับเสือโคร่ง
หลวงปู่เทสก์กับลิง
หลวงปู่วัดป่าบ้านตาดกับหมา




อดีตพระสังฆราชวัดบวรทรงอุ้มไก่
https://m.facebook.com/photo.php?fbid=1084041614968830&id=100000890041996&set=t.100009632678327&source=42




ลำธารริมลานธรรม 
เกร็ดชีวิตและปฏิปทาของพระดีพระแท้ 
พระไพศาล วิสาโล รวบรวมและเรียบเรียง 



11. จงอางหางกุดที่วัดหนองป่าพง 

วัดหนองป่าพงช่วงแรกๆ มีงูจงอางหางกุดอยู่ตัวหนึ่ง หลวงพ่อชา สุภทฺโท เรียกมันว่าไอ้หางกุด ตอนเช้าเมื่อหลวงพ่อออกไปบิณฑบาต มันก็เลื้อยตามหลังทับรอยเท้าของหลวงพ่อไปด้วย เช้าวันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อกำลังเดินเข้าหมู่บ้าน คนหาปลาผู้หนึ่งสังเกตเห็นรอยงูใหญ่เลื้อยตามหลัง จึงวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านบอกเพื่อนบ้านว่า“อาจารย์ชาเอางูมาบิณฑบาตด้วย” 

ชาวบ้านกลัวมาก ขากลับจึงสะกดรอยตามหลวงพ่อ ก็เห็นงูใหญ่เลื้อยตามหลวงพ่อเข้าไปในวัดด้วย รุ่งเช้าชาวบ้านจึงพากันมาพูดกับท่าน 

“ท่านอาจารย์ทำไมเอางูไปบิณฑบาตด้วย ทีนี้จะไม่ใส่บาตรแล้วนะ กลัว” 

“อาตมาไม่ทราบ อาตมาไม่ได้เอาไป” หลวงพ่อตอบ 

“ไม่ได้เอาไปยังไง ตอนออกมาทุ่งนา ยังเห็นรอยงูมันเลื้อยทับรอยเท้าท่านอาจารย์อยู่นี่นา” ชาวบ้านช่วยกันต่อว่า 

แต่หลวงพ่อก็ยังยืนยันว่าท่านไม่รู้อยู่นั่นเอง ชาวบ้านก็เลยพากันมาสังเกต ก็พบว่างูตัวนี้ตามท่านไปจากวัด พอถึงศาลพระภูมิทางเข้าหมู่บ้าน มันก็แยกเข้าไปคอยอยู่ที่นั่น จนหลวงพ่อกลับจากบิณฑบาต มันก็เลื้อยตามท่านกลับวัดอีก หลวงพ่อเองก็ไม่ได้เห็นงู แต่ได้สังเกตว่ามีรอยอย่างที่ชาวบ้านพูดกัน หลังจากนั้นเวลาที่ท่านจะออกจากวัดไปบิณฑบาต เมื่อจะพ้นเขตวัดหนองป่าพง ท่านพูดขึ้นว่า 

“ไอ้หางกุดอย่าไปบิณฑบาตกับอาตมานะ คนเขากลัว” 

ต่อมาท่านก็ได้บอกด้วยว่า “ให้หลบหนีเข้าไปหาที่อยู่ในป่ารกทึบเสียเถอะ อย่าออกมาให้คนเห็นอีก เพราะวัดนี้จะมีคนมามากขึ้น เขาจะกลัว” 

กาลต่อมา ก็ไม่ปรากฏเห็นงูจงอางใหญ่ตัวนี้อีก 


หลวงปู่ชา การเอาใจฟังธรรม วัดหนองป่าพง อุบลฯ
วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี


14. ช้างรับศีล
 http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=20687

หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู 
คืนหนึ่งในพรรษา ขณะที่ท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิ ช้างบ้านใหญ่เชือกหนึ่งได้พลัดตรงเข้ามายังกุฏิท่าน แต่เผอิญกุฏิด้านหลังมีม้าหินใหญ่ก้อนหนึ่งบังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้ แต่กระนั้นก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฏิจนถึงกลดและมุ้ง เสียงสูดลมหายใจดมกลิ่นท่านดังฟูดฟาดๆ จนกลดและมุ้งไหวไปมา แต่ท่านเองไม่ไหวติง นั่งภาวนาบริกรรมพุทโธๆ ตลอด ๒ ชั่วโมง ช้างใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมหนีไปไหนราวกับจะคอยทำร้ายท่าน ต่อมาก็เคลื่อนไปทางตะวันตกของกุฏิ แล้วล้วงเอามะขามมากิน 

ท่านเห็นว่าหากนิ่งเฉยคงไม่ได้การ จึงตัดสินใจออกไปพูดกับมันให้รู้เรื่อง เพราะเชื่อว่าช้างนั้นรู้ภาษาคน หากพูดกับช้างดีๆ มันคงจะไม่พุ่งมาทำร้ายเป็นแน่ 

เมื่อตกลงใจแล้ว ท่านก็ออกจากกุฏิมายืนแอบโคนต้นไม้หน้ากุฏิ แล้วพูดกับช้างว่า “พี่ชาย น้องขอพูดด้วยสักคำสองคำ ขอพี่ชายจงฟังคำของน้องจะพูดเวลานี้” ท่านว่าพอช้างได้ยินเสียงท่านก็หยุดนิ่งเงียบ แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า 

“พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นเวลานานจนเป็นสัตว์บ้าน ความรู้สึกทุกอย่างตลอดจนภาษามนุษย์ที่เขาพูดกันและพร่ำสอนพี่ชายตลอดมานั้น พี่ชายรู้ได้ดีทุกอย่างยิ่งกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก ดังนั้นพี่ชายควรจะรู้ขนบธรรมเนียมและข้อบังคับของมนุษย์ ไม่ควรทำอะไรตามใจชอบ เพราะการกระทำบางอย่างแม้จะถูกใจเรา แต่เป็นการขัดใจมนุษย์ก็ไม่ใช่ของดี เมื่อขัดใจมนุษย์แล้วเขาอาจทำอันตรายเราได้ ดีไม่ดีอาจถึงตายก็ได้ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ฉลาดแหลมคมกว่าบรรดาสัตว์ที่อยู่ร่วมโลกกัน สัตว์ทั้งหลายจึงกลัวมนุษย์มากกว่าสัตว์ด้วยกัน ตัวพี่ชายเองก็อยู่ในบังคับของมนุษย์ จึงควรเคารพมนุษย์ผู้ฉลาดกว่าเรา ถ้าดื้อดึงต่อเขาอย่างน้อยเขาก็ตี เขาเอาขอสับลงที่ศรีษะพี่ชายให้ได้รับความเจ็บปวด มากกว่านั้นเขาฆ่าให้ตาย พี่ชายจงจำไว้อย่าได้ลืมคำที่น้องสั่งสอนด้วยความเมตตาอย่างยิ่งนี้” 

แล้วท่านก็ขอให้ช้างรับศีลห้า และกำชับให้รักษาให้ดี เมื่อตายไปจะได้สู่ความสุข มีชาติที่สูงขึ้น จากนั้นท่านก็สรุปว่า “เอาละน้องสั่งสอนเพียงเท่านี้ หวังว่าพี่ชายจะยินดีทำตาม ต่อไปนี้ขอให้พี่ชายจงไปเที่ยวหาอยู่หากินตามสบาย เป็นสุขกายสุขใจเถิด น้องก็จะได้เริ่มบำเพ็ญภาวนาต่อไป และอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาให้พี่ชายเป็นสุขทุกๆ วัน และไม่ลดละเมตตา เอ้าพี่ชายไปได้แล้วจากที่นี่” 

ท่านว่าขณะที่ท่านกำลังให้โอวาทสั่งสอน ช้างยืนนิ่งราวก้อนหินไม่กระดุกกระดิกหรือเคลื่อนอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งแม้แต่น้อย ต่อเมื่อท่านให้ศีลให้พรเสร็จและบอกให้ไปได้ มันจึงเริ่มหันหลังกลับออกไปจากที่นั้น



หลวงปู่ขาว  วัดถ้ำกลองเพล อ.เมืองหนองบัวลำภู

https://youtu.be/ps2C6v_ouS8?list=PLsDFbnUaWuK0cfhiB56sZ11kAVhyuGkqH

19.27 ที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เวลาท่านนึกคิดถึงอะไร สิ่งนั้นจะมาตามคำรำพึงของท่านเสมอ เช่น นึกถึงช้างว่าหายหน้าไปไหนเป็นปีๆแล้วไม่เห็นผ่านมาทางนี้บ้างเลย หรือถูกนายพรานยิงตายเสียแล้ว พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างตัวนั้นก็มาหาจริงๆ และเดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ มายืนลูบคลำสิ่งต่างๆในบริเวณกุฏิท่าน พอให้ได้ทราบว่า เขามาหาแล้วก็กลับเข้าป่า เข้าเขา แล้วหายเงียบไปเลยไม่กลับมาอีก

19.56 เวลารำพึงนึกถึงเสือ ก็เหมือนกัน ว่าเสือที่เคยเดินผ่านมาบ่อยๆ บัดนี้หายหน้าไปไหนแล้ว ไม่เห็นมาอีก หรือถูกเขาฆ่าตายกันหมดแล้ว เพียงนึกถึงเสือตอนกลางวัน พอตกกลางคืน เสือก็มาเที่ยวเพ่นพ่านภายในวัด และบริเวณที่ท่านพักอยู่จริงๆ พอเป็นนิมิตรให้ท่านทราบว่า เขายังอยู่ ยังไม่ตายตามที่วิตกถึง แล้วก็หนีไปไม่มาซ้ำๆซากๆอีกเลย 

20.28 ท่านเล่าว่าตอนนึกถึงสัตว์ต่างๆ แปลกๆผิดธรรมดา พอนึกถึงทีไรถึงสัตว์ชนิดใด สัตว์ชนิดนั้นมักจะมาหาแทบทุกครั้งที่นึกถึงเขา คล้ายกับมีอะไรบอกข่าวให้สัตว์นั้นๆมาหาท่าน พระวิเศษทางภายในบางอย่างท่าน คงมีเทพาอารักษ์คอยให้การอารักขา และคอยอำนวยความสะดวกตามความคิดเห็นอยู่เสมอ
พอคิดอะไรขึ้นมาจึงมักมีเครื่องสนองตอบทางความคิดเสมอมา ถ้าไม่มีจะมีอะไรมาหาท่านตรงตามความคิดเช่นนั้น


06 หลวงปู่ขาวผจญช้างใหญ่




                                   ********

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นผู้มีกิริยาวาจาอ่อนละไมเป็นปกติ ท่านจะพูดจาปราศรัยกับใครทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และเด็ก ก็ใช้คำรับคำขานว่า จ๋า จ๊ะ ที่สุดสัตว์เดรัจฉานท่านก็ประพฤติเช่นนั้น ดังเล่ากันว่า ท่านไปพบสุนัขนอนขวางทางอยู่ ท่านพูดกับสุนัขนั้นว่า “โยมจ๋า ขอฉันไปทีเถิดจ้ะ” แล้วก็ก้มกายหลีกทางไป 

มีผู้ถามท่านว่า ทำไมท่านจึงทำเช่นนั้น 

ท่านตอบว่า “ฉันรู้ไม่ได้ว่าสุนัขนี้จะเคยเป็นพระโพธิสัตว์หรือมิใช่” 


                                     ********

เสือตามรักษาหลวงปู่ตื้อ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=48809
ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๙ เดือนกุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑
เทศน์อบรม ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี 


หลวงปู่ตื้อ ที่เด่นเรื่องสัตว์ หลวงปู่ตื้อนี้เสือรักษาจริงๆ ท่านไปพักอยู่ทางนู้นไม่ใช่ใกล้ๆ นะ เขาตามไปเลยเสือตัวนี้ เวลาท่านเดินจงกรมอยู่นั้นเขาจะอยู่ข้างๆ เหมือนว่ารู้ภาษาคนท่านว่านะ เราเดินจงกรมอยู่นั้นเขาเงียบๆ เขาอยู่ข้างๆ มีใครแปลกหน้าไปนั้นไม่ได้นะ ท่านว่า เสียงเขาจะขึ้นเลย แต่อยู่ลำพังกับท่านไม่มี ถ้ามีคนแปลกหน้าพูดกันยิ่งคุยกันโจเจๆ เกินไปนี้เขาจะคำราม เห่อๆ คนแตก...ฮือเลย มันกลัว เสือตัวนี้ละมันรักท่าน

ทีนี้ก็มีวันหนึ่งที่มันน่าขบขัน เจ้าคณะอำเภอเขาว่าเป็นพระแปลกปลอมมาจากไหนมาอยู่ในป่านี้ เจ้าคณะอำเภอจะมาขับไล่ท่านหนีจากที่นั่น ท่านก็เลยพูดเสียงดังๆ พูดกับเสือ ก็ไม่เห็นเสือละ มันอยู่ข้างๆ นั่นละเสือน่ะ คนพูดอะไรนี้มันจะฟังทั้งนั้นแหละ แต่มันไม่แสดง ถ้ามีคนแปลกหน้ามาเอาแล้วนะเสียงมันจะลั่นขึ้น ถ้ามีแต่เสือตัวนี้กับท่านแล้วจะไม่มีอะไร เหมือนไม่มีเสือ เขาหิ้วตะเกียงเจ้าพายุมากลางคืนเจ้าคณะอำเภอกับพวกบริษัทบริวาร ก็คงพวกฆราวาสนั่นแหละ จุดตะเกียงเจ้าพายุมาจะมาไล่ท่านตอนกลางคืน ท่านเลยบอกว่า เฮ้อ วันนี้เขาจะมาขับไล่ครูบานะ มึงรักษาด่านให้กูนะ ว่าอย่างนั้น

อาจารย์ตื้อใครก็รู้นิสัยท่านเป็นอย่างนั้น ท่านนิสัยกล้าหาญมาก ที่ว่าเสือคอยดูแลท่านนี่เป็นความจริง เพราะนิสัยท่านเป็นนิสัยที่ไม่กลัวอะไร ทีนี้พอค่ำมาก็ได้ยินเสียงโจเจๆ นี่เขามาแล้วมึงคอยรักษาทางนะ ท่านบอกเสือตัวนั้น มันอยู่ไหนก็ไม่รู้แต่มันอยู่ข้างๆ นั่นละ ให้มึงรักษาทางไว้ เวลาเขามานี่ให้มึงขู่คำรามเขา อย่าให้เข้ามาหาครูบานะ ท่านก็พูด

สักเดี๋ยวก็เห็นไฟตะเกียงเจ้าพายุมา ไม่นานนะฟังเสียงทางนี้ขึ้นแล้ว ฟังเสียงอ่าวๆ ขึ้น ทางนั้นแตกฮือเลย ตะเกียงเจ้าพายุตกไป พวกที่มาขับไล่ เสือขับไล่ไปหมด ป่าราบไปเลย เสือตัวนี้ก็อยู่สบายกับหลวงปู่ตื้อ ถ้ามีคนแปลกหน้ามาไม่ได้นะ เสือตัวนี้สำคัญมาก แม้แต่พระก็ยังเป็น คือพระไปจากทางกรุงเทพท่านไปอยู่ที่นั่นละ ได้ยินข่าวเรื่องที่ว่าเสือคำรามพวกนี้ พวกนี้อยากไปดู ท่านก็ไปธรรมดา เขาก็ไม่ตั้งใจทำอะไรท่าน

พระท่านก็ไปนอนอยู่นั้นได้คืนเดียว พอนอนทีนี้ปวดหนัก แต่เขาไม่ได้บอกว่าขี้ทะลักนะ พอไปนั้นปวดหนักพรวดพราดออกมา เสือมันอยู่ข้างๆ ซี ไม่เห็นมัน พอโดดปึ๋งปั๋งออกมาเสือมันก็ฮ่า โอ๋ย ปวดหนักหายเลย ท่านว่า ร้องโก้กขึ้นเลยพระ ท่านก็เลยถามร้องอะไร เสือนี่ โอ๋ย ไม่เป็นไรละ ไปทำอะไรให้มันตื่นเต้นก็ไม่รู้ ก็ปวดหนักปึ๋งปั๋งออกมา มันก็คำรามขึ้นที่นั่น มันร้องเฉยๆ มันตื่นไม่เป็นไรแหละ แต่ไม่ได้ถามถึงว่าไอ้ขี้มันทะลักออกหรือเปล่า กำลังปวดหนักๆ ปึ๊งปั๊งออกมา พอเสือปราบให้ขี้หายไปเลย ขบขันดี

ท่านไปที่ไหนตามนะเสือตัวนี้ ตามรักษาท่าน นู่นท่านไปจนกระทั่งแม่ฮ่องสอนมันก็ตามไป ตามไปนั้นหากไม่ทำไม ตามไป นี่อาจารย์ตื้อนะ อาจารย์ตื้อนิสัยตรงไปตรงมามาก เวลาท่านมรณภาพแล้วอัฐิของท่านเป็นพระธาตุหมดนะ เหลืองอร่ามเราไปดูแล้ว ไปดูอัฐิของหลวงปู่ตื้ออยู่ที่บ้านข่า ทราบข่าวว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุเราจึงไปดู สำหรับเรากับท่านนั้นเคารพกันมานานแล้ว คุ้นกัน


             หลวงปู่กงมากับเสือ วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร

http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-kongma/lp-kongma-hist-05.htm
ถ้ำที่พระอาจารย์กงมาไปพบนั้น ชื่อว่า ถ้ำเสือ แต่เดิมเป็นที่อาศัยของเสือ ซึ่งสมัยนั้นมีอยู่ชุกชุม ท่านเล่าไว้ว่า...
ภายในถ้ำเสือ พวกมันอยู่กันเป็นครอบครัวเลยทีเดียว ท่านเคยเห็นมันออกมาจากถ้ำ บางครั้งก็ ๔ ตัว บางคราว ๕-๖ ตัว ก็มี
เวลามันออกไปจากถ้ำ ก็หมายความว่า มันต้องลงไปจับวัวของชาวบ้านมากินเสมอๆ มันสามารถล้มวัวแล้วลากเอามาได้เพราะมันช่วยกัน
เมื่อท่านไปถึงก็ได้ปักกลดลง ณ ปากถ้ำ แล้วท่านก็เอ่ยกับพวกเสือโคร่งให้รับรู้ว่า...
พวกเจ้าจงไปอยู่ที่อื่นเถิด เราจะมาขอใช้สถานที่แห่งนี้ บำเพ็ญภาวนาธรรม และเราก็ได้ปักกลดอยู่ที่นี่แล้ว
ท่านพูดจบก็เข้าที่เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป...
พวกเสือที่อยู่ในถ้ำ ได้ยินท่านพูดประกาศให้รู้อย่างนั้นแล้ว มันก็มาร้องอยู่ต่อหน้าท่าน พระอาจารย์กงมา ท่านก็นั่งหลับตาทำสมาธิเฉยอยู่ ท่านเล่าว่า...
มันร้องครวญครางอยู่เช่นนั้นตลอด ๗ วัน เพราะมันหวงถ้ำของมัน
บริเวณวัดดอยธรรมเจดีย์
แต่เสือก็ยืนร้องอยู่ใกล้กับตัวท่านอย่างนั้นเอง ไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้ ในที่สุดพวกเสือโคร่งเหล่านั้นก็ลงไปอาศัยอยู่เชิงเขาต่อไป ส่วนพระอาจารย์กงมา ได้พาคณะลูกศิษย์ของท่านปฏิบัติธรรมจนได้รับความสงบเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
ต่อมาพระอาจารย์วิริยังค์ได้นำสามเณรสนธิ์ ไปฝากไว้เพื่อปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์กงมา บนถ้ำเสือเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร
อยู่มาคืนหนึ่ง เวลาดึกสงัดแล้ว ผู้ใหญ่อ้อม เป็นคนอยู่ที่บ้านนาสีนวล มีความโกรธเสือโคร่งที่ไปลักกินวัวของตนไปตัวหนึ่งแต่มันกินไม่หมด ผู้ใหญ่อ้อมรู้ว่า มันจะต้องมากินซากอีก ด้วยความโกรธ แกจึงนำหน้าไม้ติดยางน่อง มาคอยดักยิงเสือ โดยตัวของผู้ใหญ่อ้อมขึ้นไปรออยู่บนยอดไม้
ยามดึกสงัดนั้น เป็นเวลาเดียวกันกับท่านพระอาจารย์กงมา กำลังนั่งสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำ ผู้ใหญ่อ้อมคาดคิดไว้ถูกต้อง ยามดึกสงัดเสือตัวดังกล่าวก็ออกมากินซากวัวตัวนั้นจริงๆ พอผู้ใหญ่อ้อมเห็นเสือ ก็ตกใจสุดขีด ! มือไม้สั่นจนหน้าไม้ที่จับไว้นั้น หลุดมือตกลงมายังพื้นดิน ผู้ใหญ่อ้อมกลัวมาก นั่งกอดคบไม้เนื้อตัวสั่นเทาไปหมด ยิ่งดึกก็ยิ่งกลัว !
ฉะนั้นอะไรๆ ก็ไม่ดีเท่าเอาเสียงเข้ามาเป็นเพื่อน แล้วก็ส่งเสียงร้องโหวกเหวกขึ้น เพื่อขอความช่วยเหลือ
ส่วนเสือโคร่งตัวนั้น มันก็ไม่สนใจเสียงของผู้ใหญ่อ้อม นอกจากก้มหน้าก้มตากินซากวัวอย่างสบายใจ...ท่ามกลางแสงเดือนและสายลม
เสียงที่ผู้ใหญ่อ้อมร้องขึ้นสุดเสียงในชีวิตที่เกิดมาได้ผลมาก เพราะได้ยินไปถึงพระอาจารย์กงมา ที่กำลังเจริญสมาธิภาวนาอยู่ ท่านเข้าใจว่า คนชาวป่าดงจะหลงทางร้องเรียกขอความช่วยเหลือ
ท่านพร้อมด้วยสามเณรสนธิ์ สุสนฺธิโก รีบออกจากถ้ำตามเสียงนั้นไป สามเณรสนธิ์คว้าตะเกียงรั้วติดมือไปด้วย เมื่อเดินใกล้ต้นเสียงที่ร้องเรียก จนถึงที่เสือกำลังนอนกินซากวัวอย่างเพลิดเพลินอยู่
แต่ท่านพระอาจารย์กงมา และสามเณรสนธิ์ก็ยังไม่เห็นเสือที่กำลังนอนอยู่ใกล้ๆ เท้าของท่าน
ผู้ใหญ่อ้อมอยู่บนต้นไม้มองเห็นดังนั้น ก็รีบร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า...
พระอาจารย์ นั่นเสืออยู่ข้างหน้าท่าน
ขาดคำของผู้ใหญ่อ้อม สามเณรสนธิ์ก็เหลือบไปเห็นเสือนอนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ทันทีสามเณรสนธิ์มีความรู้ดีกว่า ท่านสามารถวิ่งได้เร็วที่สุดในโลกก็คงเป็นครั้งนี้เท่านั้น สามเณรสนธิ์วิ่งตรงไปยังกุฏิที่สร้างไว้ชั่วคราวตรงปากถ้ำเสือนั้น
ทางที่สามเณรสนธิ์วิ่งไปนั้น ปกติแล้วก็รกไปด้วยก้อนหินมองดูระเกะระกะไปหมด แต่ละก้อนก็สูงพอประมาณ ระหว่างทางก็ยังมีหมู่ไม้ที่ขึ้นอยู่ทั่วไปบนภูเขา อีกทั้งยังมีเหวลึกลงไปอีก แต่สามเณรสนธิ์ก็สามารถทำสถิติ วิ่งจนตะเกียงหลุดหายไป แต่มือของท่านก็ยังกำหูตะเกียงไว้แน่นเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของตะเกียงที่เหลืออยู่เท่านั้นแล้วเข้ากุฏิปิดประตูลงกลอนนอนตัวสั่นไปทั้งคืน ส่วนท่านพระอาจารย์กงมา มองเห็นเสือ ท่านก็เอาไม้เท้าแตะสะกิดเสือให้รู้สึกตัวแล้วๆ กระโดดหนีไป
สมัยที่พระอาจารย์กงมา อยู่จำพรรษาบนเทือกเขาภูพานสมัยนั้นเสือชุกชุมมาก แต่ละตัวก็น่าเกรงขามเพราะตัวโตมาก พระอาจารย์กงมาและลูกศิษย์ อยู่จำพรรษาไปนานๆ เข้า สามารถอยู่คลุกคลีกับเสือโคร่งทุกตัว เสือบางตัวจะรู้เวลาการประพฤติปฏิบัติของท่านด้วยซ้ำไป
เวลาท่านบำเพ็ญสมณธรรม เสือบางพวกจะลงไปอยู่เชิงเขาบางพวกก็ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูงและไม่เคยที่จะมาส่งเสียงรบกวนขณะท่านอยู่ในสมาธิ ลักษณะคล้ายเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้ท่าน จนเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์แก่ผู้เดินทางไปพบเห็น หรือลูกศิษย์ลูกหาของท่านเป็นอย่างยิ่ง
เวลาเช้าของทุกๆ วัน ท่านพระอาจารย์กงมา ลงจากเขาเพื่อเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านใหญ่ ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ ๖ - ๗ กิโลเมตร บรรดาเสือลายพาดกลอนทั้งหลาย มันจะพากันเดินตามหลัง ติดสอยห้อยตามไป ส่งท่านถึงชายป่า ก่อนจะถึงทางเข้าหมู่บ้าน แล้วมันก็จะหมอบนอนรอท่านอยู่ตรงนั้น
เมื่อท่านพระอาจารย์กงมา กลับจากบิณฑบาต พอมาถึงชายป่ามันก็จะพากันเดินตามหลังท่านมา บางตัวก็หยอกล้อกันตามประสาสัตว์ตลอดทางจนถึงถ้ำ
มันจะทำอยู่อย่างนั้นทุกวัน บางวันก็ ๔ ตัว บางวันก็ ๕ ตัว
มีเรื่องเล่าจากผู้ใกล้ชิดว่า...
เสือลายพาดกลอนนี้ ดูกิริยามันแล้วเหมือนรู้ภาษาคน เพราะเมื่อพระอาจารย์กงมา ได้อาหารจากบิณฑบาตแล้ว ท่านก็จะนั่งฉันอยู่ต่อหน้ามัน พวกเสือเหล่านั้นมันจะนอนหมอบเฝ้าเลย พอท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านจะปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนเล็กๆ โยนให้มันกิน มันจะหมอบกินอย่างเรียบร้อย ดูแล้วเหมือนท่านเลี้ยงสุนัขไว้ฉะนั้น พอมันกินเสร็จ เห็นว่าท่านพระอาจารย์ล้างบาตร มันก็จะพากันเดินหายไปในราวป่า
นี่ถ้าไม่ใช่อำนาจกระแสจิตและพรหมวิหารธรรม ที่พระอาจารย์เจริญอยู่เป็นนิจแล้ว เห็นทีเสือพวกนั้นจะไม่มานั่งหมอบ นอนหมอบอยู่เช่นนั้นเป็นแน่ เพราะสัญชาตญาณสัตว์ย่อมเกรงกลัวภัยเหมือนมนุษย์เช่นกัน มันรู้ว่า สิ่งไหนเย็น สิ่งไหนร้อน ความร่มเย็นสันติสุขนั้นไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ ย่อมมีความต้องการเหมือนกันหมด


หลวงปู่เทสก์ วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ หนองคาย

หลวงปู่วัดป่าบ้านตาด อุดรฯ


สัตว์เดรัจฉาน ท่านไม่ให้ดูถูกเขา
เขาเสวยกรรมอยู่ในวาระของกรรมของเขา
เวลาพ้นแล้ว เขาสูงกว่าเราก็ได้
จึงไม่ควรประมาทเขา ไม่ควรเบียดเบียน 
การเบียดเบียนเขา ก็คือเบียดเบียนตัวเรานั่นเอง
https://m.facebook.com/KhunMaeChiKaewSeiyngLa/













ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น